เที่ยวไปทั่ว..กับลานนาทัวร์ริ่ง
• ลานนาทัวร์ริ่ง LannaTouring
• ใบอนุญาตเลขที่ 21/00574
Tel : (HOT LINE)
086-3453730, 087-5793337
LINE No.
083-761 7040, 084 - 335-7175
Email/Skype
lannatouring@hotmail.com
เที่ยวกับลานนาทัวร์ิ่ริ่ง
• หน้าแรก ลานนาทัวร์ริ่ง
• ทัวร์โปรโมชั่น 2557
• ทีมงานลานนาทัวร์ริ่ง
ทัวร์โปรโมชั่น(แนะนำ)
• ทัวร์น่าน-หลวงพระบาง
(เส้นทางสายใหม่)
ข้อมูลท่องเที่ยวหลวงพระบาง
(ผ่านเส้นทางน่าน-สายใหม่)
ข้อมูลท่องเที่ยวหลวงพระบางเส้นทางน่าน
• เส้นทางหลวงพระบางทางน่าน
• ล่องเรือหลวงพระบางทางน่าน
• เที่ยวน่านหลวงพระบางทางรถ
ข้อมูลท่องเที่ยวน่าน
•เที่ยวน่านเมืองเก่า วัดภูมินทร์
•เที่ยวดอยภูคา หนองบัว ไทลื้อ
•เที่ยวห้วยโก๋นชายแดนลาว
•เที่ยวบ่อเกลือ เกลือภูเขา
•เที่ยวล่องแก่งน้ำว้าน่าน
•เทียวผาชู้ ดอยเสมอดาว
เที่ยวน่านกับ อสท.
ท่องเที่ยวน่านกับนิตยสารอสท.
• สองน่องท่องเมืองแฝด
น่านหลวงพระบาง
• ทางภูเขาเรื่องราวเมืองน่าน
• ภูเข้วิถีแห่งขุนเขา
ข้อมูลท่องเที่ยวไทย
ท่องเที่ยวไทยกับททท.
• สถานที่ท่องเที่ยวประเทศไทย
ข้อมูลท่องเที่ยวต่างประเทศ
• ข้อมูลท่องเที่ยว ลาว
• ข้อมูลท่องเที่ยว กัมพูชา
ข้อมูลท่องเที่ยว จังหวัดน่าน
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน หรือ หอคำเจ้าเมืองน่าน : อำเภอเมือง จังหวัดน่าน

ประวัติความเป็นมาหอคำ
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน ตั้งอยู่บนพื้นที่ซึ่งเป็นคุ้มหลวง อันเป็นสถานที่ำพำนัก หรือที่อยู่อาศัย เปรียบได้เสมือนวังของเจ้าเมืองหรือเจ้าผู้ครองนครน่านมาก่อน สนามหญ้าด้านหน้าเดิมเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของ ข่วงเมือง ข่วงหลวง หรือสนามหลวง ในสมัยก่อนเป็นลานโล่งขนาดใหญ่กว่าที่เห็นในปัจจุบัน ใช้สำหรับจัดงานราชพิธี งานสมโภช และงานฉลองต่างๆ เป็นที่สวนสนาม ชุมนุมทัพ จัดแสดงมหรสพและจัดตลาดนัด

หอคำ (วังของเจ้าเมืองน่านในอดีต)

คุ้มหลวงแห่งนี้ อยู่บริเวณใจกลางเมืองประวัติศาสตร์น่าน (เวียงนครน่านหรือนันทบุรี) ที่พญาผากองสถาปนาขึ้นทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำน่านเมื่อพ.ศ. 1911
• ทิศเหนือ จรดวัดหัวข่วง
• ทิศตะวันออก จรดวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร หรือวัดหลวงกลางเวียงในอดีต
• ทิศใต้ จรดวัดภูมินทร์
ตำแหน่งที่ตั้งของคุ้มหลวง วัดหลวง วัดหัวข่วง และข่วงหลวงที่กล่าวมา จัดเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญของการวางผังและสร้างเมืองล้านนาในสมัยโบราณ ที่เรียกว่า "ทักษาเมือง" เมืองประวัติศาสตร์น่านแห่งนี้เป็นเมืองเดียวที่ยังคงรักษาสภาพโครงสร้างของเมือง โดยเฉพาะตัวโบราณสถานหรืออาคารประวัติศาสตร์ ตามหลักทักษาเมืองไว้ได้อย่างชัดเจน

หอคำเดิม ปัจจุบันคือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน

หอคำหรือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่านในปัจจุบัน มีอาณาบริเวณทั้งสิ้น 14 ไร่ 2 งาน 32 ตารางวา รายล้อมด้วยถนนที่สำคัญได้แก่ ถนนผากองด้านทิศตะวันออก ถนนสุริยพงษ์ด้านทิศใต้ และถนนมหาพรหมด้านทิศเหนือ อาคารก่ออิฐถือปูนสองชั้นแบบตรีมุขหรือรูปตัวที รูปแบบผสมผสานระหว่างแบบศิลปะตะวันตกและศิลปะไทย โครงสร้างภายในเป็นไม้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ตั้งอยู่ภายในอาณาเขตคุ้มหลวง ใช้เป็นที่พำนัก ออกว่าราชการ ประกอบราชพิธีของเจ้าเมือง

สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 13 แห่งราชวงศ์
หลวงติ๋นมหาวงศ์ (ครองเมืองระหว่าง พ.ศ.2436-2461) และในปี พ.ศ. 2446 โดยสร้างขึ้นในบริเวณคุ้มหลวง เดิมทีเป็นเรือนไม้สักผสมไม้ตะเคียน 7 หลังใหญ่ ของเจ้าอนันตวรฤทธิเดชเจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 12 (ครองเมืองระหว่าง พ.ศ. 2375-2435) ผู้เป็นบิดาของพระองค์

ในอดีตหอคำหรืออาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน หลังคาทรงจั่วมุงกระเบื้องไม้แป้นเกล็ด ประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ตามแบบศิลปะพื้นเมืองน่าน หน้าบันเป็นรูป ตราโคอุศุภราช อันเป็นตราประจำเมืองน่าน ที่ใช้ในสมัยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ มีบันไดทางขึ้นด้านข้างสองข้าง ล้อมรอบด้วยกำแพงอิฐทึบสี่ด้าน กำแพงด้านหน้าอยู่บริเวณหลังต้นโพธิ์ อันเป็นที่ตั้งของ วัดน้อย (วัดน้อยเดิมอยู่ด้านนอกหน้าหอคำ ปัจจุบันอยู่ในเขตรั้วพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน)

วัดน้อย วัดที่เล็กที่สุดในประเทศไทย

ด้านหน้าหอคำมีศาลารายยาวตลอดแนวกำแพงและมีประตูทางเข้าเป็นซุ้มเรือนยอด ปัจจุบันสภาพหอคำเปลี่ยนแปลงไป แต่ลักษณะประตูและหน้าต่างยังเป็นของเดิม คือเป็นแบบบานเกล็ดมีกรอบและลายปูนปั้นประดับตามแบบศิลปะตะวันตก บันไดด้านข้างทั้งสองด้านถูกรื้อออกไป กำแพงทึบสามด้านถูกรื้อออกเหลือเพียงด้านหลังด้านเดียว เจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 14 หรือองค์สุดท้าย (ครองเมืองระหว่าง พ.ศ.2461-2474) ถึงแก่พิราลัยในปี พ.ศ. 2474 ต่อมาบรรดาเจ้านายผู้เป็นบุตรหลานของเจ้าผู้ครองนครน่าน จึงร่วมใจกันมอบอาคารหอคำพร้อมที่ดินของคุ้มหลวงให้แก่รัฐบาลเพื่อใช้เป็นที่ตั้งศาลากลางจังหวัดน่าน ตั้งแต่ พ.ศ.2476 เป็นต้นมา

ประวัติการก่อตั้

เมื่อมีการก่อสร้างศาลากลางจังหวัดน่านหลังใหม่ กระทรวงมหาดไทยจึงมอบอาคารหอคำ พร้อมพื้นที่คุ้มหลวงให้แก่กรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อใช้เป็นสถานที่จัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2517

การดำเนิน
การจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน หยุดชะงักไปช่วงระยะหนึ่งเพราะกรมศิลปากรไม่ได้ตั้งงบประมาณรองรับไว้ จนกระทั่งปี พ.ศ.2525 การบูรณะปฏิสังขรณ์หอคำ ซึ่งอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมจึงแล้วเสร็จ

ปีพ.ศ.2526 กองพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ได้ดำเนินการจัดแสดงภายในอาคารหอคำชั้นบนจนแล้วเสร็จ สามารถเปิดให้ประชาชนเข้าชมอย่างไม่เป็นทางการก่อน

ปีพ.ศ.2528 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายชวน หลีกภัย) ได้ลงประกาศกระทรวงศึกษาธิการในหนังสือราชกิจจานุเบกษา เล่ม 102 ตอนที่ 53 วันที่ 30 เมษายน 2528 กำหนดสถานที่ให้อาคารหอคำเป็นพิพิธฑสถานแห่งชาติน่าน ตามความในพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพ.ศ. 2505

ปี พ.ศ.2529 อธิบดีกรมศิลปากร (นายทวีศักดิ์ เสนาณรงค์) ได้ลงประกาศกรมศิลปากร ขึ้นทะเบียนพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เป็นโบราณสถานของชาติตามความในหนังสือราชกิจจานุเบกษา เล่ม 103 ตอนที่ 65 วันที่ 22 เมษายน 2529 พระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน

ปี พ.ศ.2530 การดำเนินงานจัดแสดงทุกส่วนของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน เสร็จสมบูรณ์สามารถเปิดให้บริการแก่ประชาชนตลอดจนผู้สนใจทั่วไปเข้าชมอย่างเป็นทางการ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานประกอบพิธีเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2530 นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่องานศิลปวัฒนธรรมของชาติอย่างหาที่เปรียบมิได้

ปี พ.ศ.2532 หอคำ(อาคารพิพิธภัณสถานแห่งชาติ น่าน) ได้รับการพิจารณาคัดเลือกจากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้เป็นอาคารอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภทสาธารณะ

ปี พ.ศ.2546 จังหวัดน่าน โดยสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดน่าน กำหนดให้หอคำ (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน) เป็นศูนย์กลางของพื้นที่เมืองประวัติศาสตร์น่านชั้นใน (หัวแหวนเมืองน่าน) ตามประกาศจังหวัดน่าน เรื่อง กำหนดขอบเขตพื้นที่เมืองประวัติศาสตร์น่านชั้นใน (หัวแหวนเมืองน่าน) ลงวันที่ 13 มกราคม 2546 เพื่อคุ้มครองโบราณสถาน อาคารประวัติศาสตร์ รวมทั้งปกป้องภูมิทัศน์และสิ่งแวดล้อมอันเป็นเอกลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรมของเมืองน่าน ภายในบริเวณพื้นที่แห่งนี้ ให้คงอยู่เป็นมรดกของแผ่นดินสืบไป

หอคำตั้งอยู่ในบริเวณข่วงเมืองน่าน
ด้านทิศตะวันจรดวัดช้างค้ำฯ(วัดหลวงกลางเวียงเดิม)

การจัดแสดง
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน มีลักษณะเป็นพิพิธภัณฑสถานประจำเมืองหรือจังหวัด เนื้อหาการจัดแสดงจึงมุ่งเน้นเรื่องราวเกี่ยวกับภูมิหลัง และภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยแบ่งส่วนการจัดแสดงเป็น 2 ภาควิชาคือ
• ชั้นบน จัดแสดงเกี่ยวกับภาควิชาโบราณคดี และประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
• ชั้นล่าง จัดแสดงเกี่ยวกับภาควิชาชาติพันธุ์วิทยา

รายละเอียดการจัดแสดงชั้นบน แบ่งออกเป็น 3 ส่วนประกอบด้วย
1. ส่วนหน้า ได้แก่ ห้องโถงใหญ่ ถัดเข้ามา ในอดีตห้องนี้เคยเป็นท้องพระโรงสำหรับเสด็จออกว่าราชการของเจ้าผู้ครองนคร จัดแสดงข้อมูลทางภูมิรัฐศาสตร์ของจังหวัดน่าน การสร้างบ้านแปงเมือง ภาพถ่ายโบราณสถานที่สำคัญ หลักฐานศิลาจารึก ลำดับเชื้อสายของเจ้าผู้ครองนคร เครื่องใช้ส่วนพระองค์ ภาพถ่ายโบราณ งานประณีตศิลป์ เงินตราและอาวุธ
2. ส่วนหลัง ได้แก่ ห้องปีกอาคารด้านทิศเหนือและทิศใต้ ตลอดจนเฉลียงด้านหลังรวม 5 ห้อง จัดแสดงเรื่องราวทางด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะ เริ่มตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่ปรากฎร่องรอยหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์ในแถบพื้นที่จังหวัดน่าน อิทธิพลของศิลปะสุโขทัย และศิลปะล้านนาที่ก่อให้เกิดแนวคิดของศิลปกรรมสกุลช่างเมืองน่าน วิวัฒนาการของศิลปะน่านสมัยต่างๆ แหล่งโบราณคดีและโบราณวัตถุที่ได้จากการขุดค้นในพื้นที่เก็บกักน้ำบริเวณเหนือเขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ เครื่องถ้วยจากแหล่งเตาเผาที่พบในจังหวัดน่าน ศิลปะในประเทศไทยสมัยต่างๆ และห้องจัดแสดงงาช้างดำ ซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าคู่บ้านคู่เมืองน่านมาแต่โบราณ

การจัดแสดงชั้นบนพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน

รายละเอียดการจัดแสดงชั้นล่าง แบ่งออกเป็น 2 ส่วนประกอบด้วย
1. ส่วนหน้า ได้แก่ ห้องโถงรวมถึงปีกอาคารด้านทิศเหนือ จัดแสดงเรื่องราวทางด้านชาติพันธุ์วิทยา เกี่ยวกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไทยพื้นเมืองเหนือ ลักษณะบ้านเรือน ร้านน้ำ ห้องนอน ครัวไฟ สิ่งของเครื่องใช้ชีวิตประจำวัน การทอผ้าและตัวอย่างผ้าพื้นเมืองน่านแบบต่างๆ ประเพณีความเชื่อ เกี่ยวกับพิธีสืบชะตา ทานสลากภัต บุญบั้งไฟ การแข่งเรือยาว และบุญสงกรานต์
2. ส่วนหลัง ได้แก่ เฉลียงด้านหลัง รวมถึงปีกอาคารด้านทิศใต้ จัดแสดงเรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่ของเผ่าชนต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในเขตจังหวัดน่าน ได้แก่ ไทลื้อ แม้ว เย้า ถิ่น และชนเผ่าตองเหลือง ในลักษณะของฉากประกอบหุ่นจำลองขนาดเท่าจริง สุดท้ายเป็นห้องที่ระลึกและเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติชาวจังหวัดน่าน

การจัดแสดงชั้นล่างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน

โบราณวัตถุชิ้นสำคัญๆ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน

งาช้างดำ
งาช้างดำ เดิมเป็นสมบัติของผู้เจ้าครองนครน่าน ลักษณะเป็นงาปลี สีออกน้ำตาลเข้ม ขนาดยาว 97 ซม. วัดโดยรอบตรงส่วนใหญ่สุดได้ 47 ซม. มีโพรงตอนโคน ลึก 14 ซม. มีจารึกอักษรธรรมล้านนา ภาษาไทยว่า "กิ่งนี้หนักหนึ่งหมื่นห้าพัน" หรือประมาณ 18 กิโลกรัม สันนิษฐานว่าเป็นงาข้างซ้าย เพราะมีรอยเสียดสีกับงวดชัดเจน ไม่ปรากฎหลักฐานแน่ชัดถึงประวัติความเป็นมา มีเพียงตำนานเล่าสืบต่อกัน 2 เรื่องได้แก่
ตำนานที่ หนึ่ง : กล่าวว่าในสมัยเจ้าสุมนเทวราช เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 8 แห่งราชวงศ์หลวงติ๋นมหาวงศ์ (ครองเมือง พ.ศ.2353-2368) มีพรานคนเมืองน่านเข้าป่าล่าสัตว์ไปถึงเขตแดนระหว่างไทยกับเชียงตุง ได้พบซากช้างตัวดำสนิทตายอยู่ในห้วย พอดีกับพรานชาวเชียงตุงมาพบด้วย พรานทั้งสองจึงแบ่งงาช้างดำคนละกิ่ง ต่างคนต่างก็นำมาถวายเจ้าเมือง ต่อมาเจ้าเมืองเชียงตุงได้ส่งสาส์น มาทูลเจ้าสุมนเทวราชว่า ตราบใดที่งาช้างดำคู่นี้ไม่สูญหาย เมืองน่านกับเมืองเชียงตุงจะเป็นมิตรไมตรีกันตลอดไป
ตำนานที่ สอง : กล่าวว่า กองทัพเมืองน่านยกทัพไปล้อมเมืองเชียงตุงหลายเดือน ทำให้ชาวเมืองเชียงตุงเดือดร้อน โหรเมืองเชียงตุงทูลเจ้าเมืองว่า เป็นเพราะมีงาช้างดำอยู่ด้วยกัน ทางที่ดีควรแยกกันอยู่ จึงได้นำงาช้างดำกิ่งหนึ่งมอบให้กองทัพเมืองน่าน แล้วกระทำสัตย์สาบานเป็นมิตรกันตลอดกาล

งาช้างดำ จังหวัดน่าน

ความสำคัญของงาช้างดำต่อเมืองน่าน
1. เชื่่อกันว่า พญาการเมืองเจ้าเมืองพลั่วหรือปัว องค์ที่ 6 แห่งราชวงศ์ภูคา ราวต้นพุทธศตวรรษที่ 20 ได้ทำพิธีสาปแช่งเอาไว้ ให้งาช้างดำนี้เป็นของคู่บ้านคู่เมืองน่านตลอดไป ผู้ใดจะนำไปเป็นสมบัติส่วนตัวมิได้ ต้องไว้ที่ หอคำ หรือ วังเจ้าผู้ครองนครน่านเท่านั้น
2. เป็นวัตถุมงคลคู่บ้านคู่เมืองน่าน และถือเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของจังหวัดน่าน
3. เป็นวัตถุโบราณที่หายากและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
เมื่อเจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 14 หรือองค์สุดท้าย แห่งราชวงศ์หลวงติ๋นมหาวงศ์ ถึงแก่พิราลัยเมื่อ พ.ศ.2474 เจ้านายบุตรหลานจึงมอบให้เป็นสมบัติของแผ่นดิน งาช้างดำกิ่งนี้ยังอยู่ที่หอคำ ซึ่งปัจจุบันคือ อาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน

อาณาจักรหลักคำ(กฎหมายเมืองน่าน พ.ศ.2396-พ.ศ.2451)
อาณาจักรหลักคำหรือกฎหมายเมืองน่าน เป็นกระดาษสา มีลักษณะเป็นพับ มีไม้ปะกับสองด้าน ขนาดกว้าง 11.8 ซม. ยาว 36.5 ซม. หนา 5 ซม. เขียนขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2396 โดยเจ้าอนันตวรฤทธิเดช กุลเชษฐ์มหัตไชย นันทบุรมมหาราชวงศาธิบดี เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 12 แห่งราชวงศ์หลวงติ๋นมหาวงศ์ (ครองเมือง พ.ศ.2395-2434) เป็นกฎหมายที่ใช้เฉพาะในเมืองน่านและเมืองต่างๆ ที่ขึ้นกับเมืองน่าน โดยถือหลักจากกฎหมายดั้งเดิม เนื้อหากล่าวถึงการแบ่งเขตการบริหารราชการ การกำหนดฐานะทางสังคม การควบคุมกำลังคน เช่น การควบคุม การเดินทางของไพร่ การควบคุมพฤติกรรมของประชาชนและพระสงฆ์ การกำหนดบทคุ้มครองผู้หญิงไม่ให้ถูกล่วงละเมิดทางเพศ นอกจากนี้ ยังแสดงถึงนโยบายสนับสนุนการเกษตรกรรม เช่น การกำหนดบทลงโทษผู้ทำความเสียหายแก่ทุ่งนา การส่งเสริมการค้าขาย โดยควบคุมราคาสินค้า การป้องกันการทำเงินปลอม และการให้ความสะดวกในการเดินทาง เป็นต้น

อาณาจักรหลักคำ
(กฎหมายเมืองน่าน)

อาณาจักรหลักคำนี้ มีอำนาจสิทธิ์ขาดโดยเจ้าเมือง หรือเจ้าผู้ครองนครน่าน เจ้านายบุตรหลาน ขุนนางและเจ้าเมืองต่างๆ ที่ขึ้นกับเมืองน่าน ต่อมาพระราชบุตร คือ พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 13 แห่งราชวงศ์หลวงติ๋นมหาวงศ์ (ครองเมือง พ.ศ.2436-2461) โปรดให้ยกเลิกการใช้อาณาจักรหลักคำ เมื่อพ.ศ.2451 โดยเปลี่ยนมาใช้กฎหมายลักษณะอาญา รศ.127 (ตรงกับ พ.ศ.2451) ของกรุงรัตนโกสินทร์ หรือราชสำนักสยาม (กรุงเทพฯ) แทน

พระสุพรรณบัฎสถาปนาเจ้าสุริยะ เป็นพระเจ้า (สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พ.ศ.2446)
พระสุพรรณบัฎหรือแผ่นทองคำ รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 4.1 ซม. ยาว 19.4 ซม. จารึกพระนามพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ มีข้อความดังนี้
"พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช กุลเชษฐมหันตไชยนันทบุรมหาราชวงษาธิบดี
สุจริตจาริราชานุภาวรักษ์ วิบูลย์ศักดิ์กิตติไพศาล ภูวบาลบพิตร
สถิต ณ นันทราชวงษ์ พระเจ้านครน่าน จงเจริญ ทฤฆชนมายุสุขสวัสดิ์"
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โปรดเกล้าฯ ให้จารึกพระสุพรรณบัฎนี้ เพื่อเลื่อนฐานันดรศักดิ์เ้จ้าสุริยะ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 13 แห่งราชวงศ์หลวงติ๋นมหาวงศ์ เป็นพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ หรือที่ชาวน่านเรียกว่า "พระเจ้าน่าน" เมื่อปี พ.ศ. 2446

เจ้านิรมิต สิริสุขะ ธิดาเจ้าบุญตุ้มและเจ้าคำนพ มหาวงศนันท์ (เจ้าบุญตุ้ม : เป็นธิดาเจ้าราชวงศ์ หรือเจ้าสิทธิราช ณ น่าน ผู้เป็นบุตรของพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ) มอบพระสุพรรณบัฎนี้ให้กับจังหวัดน่าน เมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2544 โดยผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน (ร้อยตำรวจตรีธนะพงษ์ จักกะพาก) เป็นผู้รับมอบ

ศิลาจารึก หลักที่ 64
อายุราวต้นพุทธศตวรรษที่ 20 อักษรไทยสุโขทัย ภาษาไทย ชนิดหินทรายขนาดกว้าง 42 ซม. สูง 61 ซม. หนา 9 ซม. ฝีมือช่างล้านนา พบที่วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน
ศิลาจารึกหลักนี้ สภาพชำรุด ส่วนบนและส่วนล่างหักหายไป เหลือข้อความทางด้านหน้าอยู่เพียง 26 บรรทัด และด้านข้างอีก 10 บรรทัด เนื้อความส่วนใหญ่คล้ายคลึงกับศิลาจารึกหลักที่ 45 ซึ่งขุดพบทางด้านหลังวิหารสูงในวัดมหาธาตุ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย คือ กล่่าวถึงการกระทำสัตย์สาบานให้ซื่อตรงต่อกันและช่วยเหลือกัน เมื่อเกิดศึกสงครามระหว่างปู่พระยากับหลาน โดยปู่พระยาคือกษัตริย์แห่งเมืองน่าน และหลานพระยาคือ กษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัย เป็นที่น่าเสียดายว่า ข้อความที่จารึกไว้เหลืออยู่เพียงบางส่วน ทำให้ไม่ทราบถึงศักราชที่จารึก
อย่างไรก็ดี หากพิจารณาเปรียบเทียบกับศิลาจารึกหลักที่ 45 ซึ่งจารึกขึ้นในปี พ.ศ.1935 แล้ว ศิลาจารึกหลักนี้ควรจะจารึกขึ้นใกล้เคียงหรือในระยะเวลาเดียวกัน

ศิลาจารึก หลักที่ 64

ศิลาจารึก หลักที่ 74
อักษรธรรมล้านนา ภาษาไทย จารึกเมื่อพศ.2091 ชนิดหินทรายขนาดกว้าง 43 ซม. สูง 67 ซม. ฝีมือช่างล้านนา พบที่วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน
ลักษระเป็นรูปใบเสมา ส่วนล่างหักหายไป จารึกข้อความทั้งสองด้าน ข้อความในศิลาจารึกกล่าวว่า พญาพลเทพฦาชัย เจ้าเมืองน่าน ได้เล็งเห็นมหาวิหารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปในวัดหลวงกลางเวียงชำรุดทรุดโทรม จึงได้ทำการบูรณะพร้อมทั้งอุทิศผลบุญแก่เทพยดาและญาติพี่น้อง
(วัดหลวงกลางเวียง : เป็นชื่อเดิมของวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร)

ศิลาจารึก หลักที่ 74

พระพุทธรูปทรงเครื่องประทับยืน
อายุราวครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ 24 ศิลปะล้านนา ระยะที่ 4 ทำด้วยไม้ ลงรักปิดทอง ขนาดสูง 232 ซม.องค์พระพุทธรูปประทับยืน ทอดพระกรทั้งสองข้างขนานไปกับพระวรกาย มีฉัตรชั้นเดียวกั้นอยู่ทางด้านบน ครองจีวรห่มเฉียง เปิดพระอังสาขวา แนวชายจีวรขนาดใหญ่ยาวลงมาจรดพระนาภี ทรงเครื่องทรงอย่างกษัตริย์ ประกอบไปด้วยมงกุฎยอดแหลม มีกรรเจียกกรองศอ พาหุรัด ทองพระกร ธำมรงค์ และฉลองพระบาท สบงทำเป็นผ้านุ่งซ้อนกัน 3 ชั้น ชักชายพลิ้วออกทางด้านข้าง มีชายไหวประดับอยู่ทางด้านหน้าของชายพับ ส่วนฐานเป็นบัวฐานปัทม์หกเหลี่ยม มีแนวลูกแก้วคั่น ตอนบนทำเป็นกลีบบัวมีเกสร

พระพุทธรูปทรงเครื่อง
ประทับยืน

ลักษณะของพระพุทธรูปคล้ายคลึงกับพระพุทธรูปทรงเครื่องศิลปะรัตนโกสินทร์ แต่ลักษณะปางและคติการสร้างรูปพระพุทธรูปประทับยืนคงได้รับอิทธิพลมาจากกลุ่มพระพุทธรูปประทับยืนศิลปะล้านนา การผสมผสานทางรูปแบบระหว่างศิลปะล้านนาและรัตนโกสินทร์ที่ปรากฎอยู่นี้ จัดเป็นเอกลักษณ์ของพระพุทธรูปฝีมือช่างเมืองน่าน ประมาณพุทธศตวรรษที่ 24 พระพุทธรูปองค์นี้สันนิษฐานว่าเจ้าอัตถวรปัญโญ เจ้าผู้ครองนครน่าน คงให้สร้างขึ้นในระยะเวลาใกล้เคียงกับวิหารวัดบุญยืน ราวครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ 24 เนื่องจากลักษณะรูปแบบและพระพักตร์คล้ายคลึงกับภาพเทวดาสลักนูนต่ำบนบานประตูวิหารวัดบุญยืนนี้

หีบพระธรรม
สร้้างขึ้นในปี พ.ศ. 2338 เป็นศิลปะน่าน ระยะที่ 4 ชนิดไม้แกะสลัก ลงรักปิดทอง มีความกว้าง 70 ซม. ยาว 71 ซม. สูง 122.5 ซม. ลักษณะเป็นหีบทรงลุ้ง ฝาตัด ฐานปัทม์ สลักภาพนูนต่ำและปั้นรักประดับแสดงภาพเล่าเรื่องรูปบุคคล และรูปสัตว์ ประกอบลวดลายพันธุ์พฤกษา เฉพาะด้านหน้าซึ่งเป็นส่วนสำัคัญที่สุด แสดงรูปบุคคลนั่งอยู่บนแท่น ตรงกลางภาพ มีรูปบุคคลที่มีกายเพียงครึ่งซีกนั่งอยู่ทางเบื้องขวาและมารอีก 2 ตนกำลังเลื่อยแบ่งร่างกาย ตอนบนสุดเป็นภาพเทวดาประณมมือ กรอบภาพนอกสุดเป็นแนวลายไข่ปลา ที่มุมทั้งสี่ทำเป็นลายดอกไม้และเถาไม้ การจัดองค์ประกอบได้สัดส่วนและสมดุลกันทั้งสองด้าน โดยเน้นจุดสนใจอยู่ที่กึ่งกลางของภาพ ส่วนพื้นที่ว่างเบื้องหลังสลักเป็นลายพันธุ์พฤกษา

หีบพระธรรม

ภาพดังกล่าว แสดงถึงเรื่องราวการบำเพ็ญทานของพระสิริจุฑามณีที่ปรากฎอยู่ในคัมภีร์ปัญญาสชาดก ซึ่งรจนาขึ้นทางภาคเหนือของประเทศไทย บุคคลตรงกลางภาพหมายถึง พระโพธิสัตว์ในชาติปางก่อนที่จุติลงมาเป็นพระเจ้าสิริจุฑามณี พระเจ้ากรุงพาราณสี ผู้ปรารถนาพระโพธิญาณเสียสละบำเพ็ญทานด้วยการอุทิศร่างกายของพระองค์แด่พระอินทร์ผู้แปลงร่างลงมาเป็นพราหมณ์พิการ มีร่างกายเพียงครึ่งซีกเดียว เพื่อขอร่างกายของพระเจ้าสิริจุฑามณี อีกครึ่งหนึ่งนำมาติดเข้ากับร่างตน รูปมารทั้งสองคือ พระยามารที่ผุดขึ้นมาจากธรณี ภายหลังที่ทรงอธิษฐานอุทิศพระวรกายมาขอรับส่วนแบ่งที่เหลือ และช่วยกันเลื่อยพระวรกายออกเป็น 2 ส่วน ระหว่างนั้น เหล่าเทพยดาซึ่งแสดงแทนด้วยรูปเทวดาประณมมือทางตอนบนของภาพต่างแซ่ซ้องสาธุการและแสดงการคารวะการบำเพ็ญทานในครั้งนี้

หีบพระธรรมใบนี้มีจารึกเขียนด้วยรักสีแดงรวม 6 บรรทัด ที่ขอบทางด้านหน้าของส่วนฝาระบุว่า พระเถระชื่อทิพพาลังการ และเจ้าผู้ครองนครน่าน (เจ้าอัตถวรปัญโญ ผู้สร้างวัดบุญยืน) ให้สร้างขึ้นเมื่อ จุลศักราช 1157 หรือ พ.ศ. 238

สัปคับช้าง
อายุราวครึงแรกของพุทธศวรรษที่ 25 ศิลปะล้านนา ทำด้วยไม้ ลงรักปิดทองประดับกระจก ขนาดสูง 47 ซม. ตามตำนานกล่าวว่า เป็นเครื่องใช้ของเจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ สมบัติของเจ้าผู้ครองนครน่าน ลักษณะส่วนฐานผายทำเป็นร่องรับหลังช้าง มีขา 4 ขา สลักเป็นแนวลายดอกไม้ คล้ายลายรักซ้อน ตรงกลางเป็นช่อดอกไม้ แนวแบ่งระหว่างฐานและพนักสลักลยดอกประจำยาม ส่วนพนักเป็นลายดอกประจำยามขนาดใหญ่ ลายกลีบดอกไม้สลับเรียงต่อกันสวยงาม

สัปคับช้าง

เวลาทำการ
เปิดบริการทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์และวันอังคาร
ตั้งแต่เวลา 09.00 น.- 16.00 น.

ค่าธรรมเนียมเข้าชม
ชาวไทย 20 บาท
ชาวต่างประเทศ 100 บาท
ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป นักเรียนในเครื่องแบบ นักบวชทุกศาสนา ไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมเข้าชม

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : ติดต่อได้ที่
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน
ถนนผากอง ตำบลในเวียง
อำเภอเมือง จังหวัดน่าน 55000
โทรศัพท์ 054-710516
โทรสาร 054-772777

ต้นลีลาวดี ขึ้นเป็นซุ้มหน้าอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน
อันเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปมาก
แผนที่ตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน (หอคำเิดิม)

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพบางส่วนจาก : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน

Untitled Document
รู้จักน่านสักนิด...ก่อนมาเยือนน่าน..Let's go to Nan
• ข้อมูลท่องเที่ยว จังหวัดน่าน  เยี่ยมชม แสดงความคิดเห็น จังหวัดน่าน
• น่าน ข้อมูลทั่วไปจังหวัดน่าน เดินทางแอ่วน่าน • อุทยานแห่งชาติ ดอยภูคา
• น่าน ประวัติศาตร์จังหวัดน่าน ประวัติศาสตร์น่านอันยาวไกล • อุทยานแห่งชาติ นันทบุร
• ท่องเที่ยว อำเภอเมือง ภูเพียง • อุทยานแห่งชาติ ขุนน่าน
• ท่องเที่ยว ท่าวังผา : ปัว • อุทยานแห่งชาติ ถ้ำสะเกิน
• ท่องเที่ยว ทุ่งช้าง : เชียงกลาง : เฉลิมพระเีกียรติ • อุทยานแห่งชาติ ขุนสถาน
• ท่องเที่ยว สองแคว : บ้านหลวง : บ่อเกลือ • อุทยานแห่งชาติ ศรีน่าน ดอยเสมอดาว
• ท่องเที่ยว สันติสุข : แม่จริม • อุทยานแห่งชาติ แม่จริม ล่องแก่งน้ำว้า
• ท่องเที่ยว เวียงสา : นาน้อย : นาหมื่น • วนอุทยาน ผาตูบ
• ด่านชายแดนห้วยโก๋น อ.เฉลิมพระเกียรติ : ประตูสู่หลวงพระบาง • โปรแกรมทัวร์น่าน - หลวงพระบาง
• โรงแรม รีสอร์ท ที่พัก เกสต์เฮาส์ จังหวัดน่าน • แผนที่น่าน : แผนที่เมืองน่าน
• ร้านอาหาร ของกิน จังหวัดน่าน • กาแฟน่าน ร้านกาแฟน่าน
• ช้อปปิ้ง ของฝาก โอทอป จังหวัดน่าน • รถเช่าน่าน : รวมรถเช่าน่าน รถเก๋ง รถตู้ รถบัสให้เช่าน่าน
• เทศกาลและงานประเพณีน่าน • สปาน่าน นวดแผนไทยน่าน
Untitled Document
ทัวร์โปรโมชั่นพิเศษ....
ทัวร์น่านหลวงพระบาง ทัวร์หลวงพระบางทางน่าน
• LAO01 ทัวร์น่านหลวงพระบาง 3 วัน 2 คืน น่าน (ทางเรือ) น่าน ด่านห้วยโก๋น เส้นทางสายใหม่ ท่าเรือปากห้วยแคน ล่องแม่น้ำโขงหลวงพระบาง ถ้ำติ่ง วัดเชียงทอง น้ำตกตาดกวางสี พระราชวังหลวง หลวงพระบาง น่าน(ไปเรือกลับเรือ)

• วันที่ 8 - 10 ก.ค. 60 ท่านละ 6,900 บาท (เปิดจองแล้วค่ะ)
ทัวร์น่านหลวงพระบางทางรถ

• LAO02 ทัวร์น่านหลวงพระบาง 3 วัน 2 คืน (ทางรถ) น่าน ด่านชายแดนห้วยโก๋น ลาว เมืองเงิน หงสา ไชยะบุรี หลวงพระบาง วัดเชียงทอง น้ำตกตาดกวางสี พระราชวังหลวง หลวงพระบาง น่าน(ไปรถกลับรถ)

• กรุ้ปส่วนตัว เดินทางตั้งแต่ 5-6 ท่านขึ้นไป สามารถกำหนดวันเดินทางได้เองค่ะ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้นะคะ
• ราคาเริ่มต้นท่านละ 9,900 บาท (ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้เดินทาง สามารถเลือกเดินทางได้ทุกวันค่ะ)

• LAO03 ทัวร์น่านหลวงพระบาง วังเวียง เวียงจันทน์ 4 วัน 3 คืน น่าน ด่านห้วยโก๋น เมืองเงิน ปากห้วยแคน ล่องเรือแม่น้ำโขงสู่หลวงพระบาง ถ้ำติ่ง วัดเชียงทอง พระราชวังหลวง พระธาตุพูสี น้ำตกตาดกวางสี วังเวียง พระธาตุหลวงเวียงจันทน์ ประตูชัย เวียงจันทน์ หนองคาย

• สำหรับกรุ๊ปส่วนตัว 25 ท่านขึ้นไป
• ราคาเริ่มต้นท่านละ 16,500 บาท

ลานนาทัวร์ริ่ง : โทร. 086-345 3730, 087-579-3337, 054 - 765 222 แฟกซ์ 054-710195
สำนักงาน จ.น่าน : 202 หมู่ 1 บ้านท่าล้อ ตำบล ฝายแก้ว อำเภอภููเพียง จ.น่าน 55000

Your Travel We Care..