เที่ยวไปทั่ว..กับลานนาทัวร์ริ่ง
• ลานนาทัวร์ริ่ง LannaTouring
• ใบอนุญาตเลขที่ 21/00574
Tel : (HOT LINE)
086-3453730, 087-5793337
LINE No.
083-761 7040, 084 - 335-7175
Email/Skype
lannatouring@hotmail.com
เที่ยวกับลานนาทัวร์ิ่ริ่ง
• หน้าแรก ลานนาทัวร์ริ่ง
• ทัวร์โปรโมชั่น 2557
• ทีมงานลานนาทัวร์ริ่ง
ทัวร์โปรโมชั่น(แนะนำ)
• ทัวร์น่าน-หลวงพระบาง
(เส้นทางสายใหม่)
ข้อมูลท่องเที่ยวหลวงพระบาง
(ผ่านเส้นทางน่าน-สายใหม่)
ข้อมูลท่องเที่ยวหลวงพระบางเส้นทางน่าน
• เส้นทางหลวงพระบางทางน่าน
• ล่องเรือหลวงพระบางทางน่าน
• เที่ยวน่านหลวงพระบางทางรถ
ข้อมูลท่องเที่ยวน่าน
•เที่ยวน่านเมืองเก่า วัดภูมินทร์
•เที่ยวดอยภูคา หนองบัว ไทลื้อ
•เที่ยวห้วยโก๋นชายแดนลาว
•เที่ยวบ่อเกลือ เกลือภูเขา
•เที่ยวล่องแก่งน้ำว้าน่าน
•เทียวผาชู้ ดอยเสมอดาว
เที่ยวน่านกับ อสท.
ท่องเที่ยวน่านกับนิตยสารอสท.
• สองน่องท่องเมืองแฝด
น่านหลวงพระบาง
• ทางภูเขาเรื่องราวเมืองน่าน
• ภูเข้วิถีแห่งขุนเขา
ข้อมูลท่องเที่ยวไทย
ท่องเที่ยวไทยกับททท.
• สถานที่ท่องเที่ยวประเทศไทย
ข้อมูลท่องเที่ยวต่างประเทศ
• ข้อมูลท่องเที่ยว ลาว
• ข้อมูลท่องเที่ยว กัมพูชา
ข้อมูลท่องเที่ยว จังหวัดน่าน
วัดหนองบัวและหมู่บ้านหนองบัว อ.ท่าวังผา จ.น่าน
วัดหนองบัว(วัดไทลื้อ) อ.ท่าวังผา จ.น่าน
วัดหนองบัว จังหวัดน่าน
ประวัติวัดหนองบัว
   วัดหนองบัวเป็นวัดที่เก่าแก่ประจำหมู่บ้านหนองบัว ต. ป่าคา อ. ท่าวังผา จ. น่าน จากคำบอกเล่าไว้เดิมวัดหนองบัวตั้งอยู่ที่ริมหนองบัว (หนองน้ำประจำหมู่บ้าน) ซึ่งอยู่ห่างจากที่ตั้งวัดปัจจุบันไปทางทิศตะวันตกประมาณ 500 เมตร ปัจจุบันไม่มีซากโบราณสถานเหลืออยู่เลย ต่อมาได้มีการย้ายวัดมาที่ปัจจุบันนี้ วัดหนองบัวสันนิษฐานว่า สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. 2405 โดยการนำของครูบาหลวงสุนันต๊ะร่วมกับชาวบ้านหนองบัวสร้างขึ้น จึงทำให้วิหารหนองบัวแห่งนี้ เป็นสถาปัตยกรรมไทยล้านนาที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งหาดูได้ยากมากในสมัยนี้ และพระวิหารหนองบัวแห่งนี้ยังมีจิตรกรรมฝาผนังแบบโบณาณที่สวยงามอีกด้วย

ประวัติวัดหนองบัวและประวัติจิตรกรรมไม่มีหลักฐานบันทึกไว้ การสืบประวัติจะต้องอาศัยข้อมูลจากสองทางด้วยกันคือ
วัดหนองบัว จังหวัดน่าน
1. การสืบประวัติจากคำบอกเล่า ท่านพระครูมานิตย์บุญการ หรือ ครูบาปัญญา ผู้เป็นชาวบ้านหนองบัวโดยกำเนิดถือว่าเป็นผู้รู้ท่านหนึ่งได้เล่าไว้ว่านายเทพผู้เป็นบิดาของท่านได้เป็นทหารของเจ้าอนันต๊ะยศ เจ้าผู้ครองนครน่านในขณะนั้น( เจ้าอนันต๊ะยศ ครองเมืองน่านเมื่อ พ.ศ.2395 –2434 )ต่อมานายเทพได้ติดตามทัพไปรบที่เมืองพวนซึ่งเป็นเมืองในแคว้นหลวงพระบาง หลังจัดการศึกเรียบร้อยแล้วจึงยกทัพกลับเมืองน่าน นายเทพได้นำช่างเขียนลาวพวนชื่อว่า ทิดบัวผัน มาเขียนจิตรกรรมฝาผนังที่วัดหนองบัวแห่งนี้ โดยมีพระภิกษุวัดหนองบัวชื่อ แสนพิจิตร และนายเทพเป็นผู้ช่วยเขียนเสร็จ
จิตรกรรมฝาผนังวัดหนองบัว จังหวัดน่าน
2. การสืบประวัติจากรายละเอียดของจิตรกรรม ภาพเรือกลไฟและรูปทหารชาวฝรั่งที่ผนังด้านทิศเหนือเป็นสิ่งที่สามารถ นำมาประเมินอายุของจิตรกรรมได้ ตามประวัติของเรือกลไฟว่าเรือกลไฟมีแหล่งกำเนิดในยุโรปและอเมริกา ในประเทศไทยมีหลักฐานในจดหมายเหตุหลายแห่งแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีเรือกลไฟใช้ตั้งแต่ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงสันนิษฐานว่าช่างเขียนคงเห็นและนำแบบมาเขียนไว้ และยังมีรูปปืนยาวแบบฝรั่งคือมีดาบติดปลายปืนด้วย เดิมคนไทยรู้จักใช้ปืนมาตั้งแต่สมัยอยุธยา รูปแบบปืนมีปลายกระบอกยาวแต่ไม่ปรากฏว่ามีดาบปลายปืน ปืนที่ตัดดาบปลายปืนเป็นแบบฝรั่งที่นำมาใช้แพร่หลายในประเทศไทยสมัยรัชกาลที่ 4 ถึง รัชการที่ 5 เป็นต้นมา จึงประเมินอายุจิตรกรรมว่าคงอยู่ในราวสมัย รัชการที่ 4 ถึง รัชการที่ 5
วัดหนองบัว จังหวัดน่าน
สิ่งสำคัญที่ทรงคุณค่าของวัดหนองบัว
• วิหารวัดหนองบัว
วิหารวัดหนองบัว จังหวัดน่าน

วิหารมีขนาดกว้าง 10 เมตร ยาว 19 เมตร ลักษณะเป็นวิหารขนาดย่อม รูปทรงเตี้ยแจ้ โดยเฉพาะหลังคายาวคลุมต่ำมาก อาคารตั้งอยู่บนฐานบัวคว่ำเป็นฐานปูน หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ด้านหน้าย่อมุมเป็นมุขโถง เนื้อที่ใช้สอยภายในแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหน้าที่ เป็นมุขโถงทำเป็นบันได มีสิงห์ยืนเฝ้าที่ประตูข้างละ 1 ตัว บริเวณมุขโถงจะก่อเป็นผนังอิฐสอปูน ระดับเหนือ ผนังเป็นลูกกรงลูกมะหวดไม้กลึง ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสตลอดผนังชั้นซ้อนหลังคา ชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 เป็นผนังทึบมีหน้าต่างเป็นบานเล็กๆ รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ด้านละ 1 ช่อง เนื้อที่ใช้สอยส่วนที่ 2 เป็นตัวอาคารใหญ่ ผนังก่ออิฐแบบกว้างสลับยาว ขอบบนของผนังเป็นรูปลดระดับตามชั้นลดของหลังคา ผนังหุ้มกลองด้านหลัง เป็นผนังทึบตัน ส่วนผนังหุ้มกลองหน้ามีประตูอยู่ตรงกลาง 1 ช่อง ประตูนี้เป็นตัวเชื่อมระหว่าง เนื้อที่มุขโถงกับเนื้อที่ภายในอาคารแสงสว่างจากภายนอก ส่วนใหญ่จะส่องผ่านทางมุขโถง ส่วนผนังด้านทิศเหนือและทิศใต้ มีช่องหน้าต่างด้านทิศเหนือ 7 ช่อง ทิศใต้ 6 ช่อง หน้าต่างเดิมมีขนาดเล็ก (เข้าใจว่า มีขนาดเท่ากับหน้าต่างที่ผนังด้านหน้า) ต่อมาได้เจาะขยาย เมื่อปีพุทธศักราช 2469 ที่ผนังด้านเหนือมีประตูอีกทางหนึ่ง อยู่ระหว่างกลางผนังประตูทางเข้าด้านข้างนี้ ทำเป็นมุขยื่นออกไป มีหลังคาชั้นเดียวที่ผนังด้านทิศใต้ ทำแท่นสำหรับพระสงฆ์นั่งเทศน์เรียกว่า "ฐานสงฆ์" เป็นแท่นฐานปัทม์ก่ออิฐถือปูน หลังคาวิหารมุงด้วยกระเบื้องดินขอรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หลังคาในประธานเป็นชั้นซ้อน 2 ชั้น ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และมีหลังคาปีกนกลาดลงอีกชั้นละ 1 ตับ หลังคาที่คลุมมุขโถง และหลังคาอาคารลดชั้นต่ำกว่ากันมาก พื้นหลังคาทั้ง 2 ส่วน คลุมยาวลงต่ำมาก ใช้รูปสัตว์ประดับบนเครื่องไม้ทั้งหมด หน้าบันเป็นลายแกะไม้ ติดกระจกตามช่องที่อุดหน้าปีกนก เป็นลายเครือเถาลายนูนเด่นออกมา ช่องไฟระหว่างลายห่าง เน้นตัวลายมากกว่าปกติ ลักษณะอาคารเน้นทางเข้าด้านหน้า โดยสังเกตได้จากการทำขนาดประตูมุขโถงสูงใหญ่และเปิดโล่ง มีเชิงชายรูปกระจังประดับและใช้สิงห์คู่ประดับอยู่ข้างประตูวิหารแห่งนี้ นับเป็นสถาปัตยกรรมแบบไทลื้อที่สวยงามทรงคุณค่าทางศิลปะอย่างยิ่งและหาดูได้ยากในปัจจุบัน

•
จิตรกรรมฝาผนัง
จิตรกรรมวัดหนองบัว จังหวัดน่าน

จิตรกรรมฝาผนังวิหารวัดหนองบัวแห่งนี้ นับว่าเป็นจิตรกรรมที่มีคุณค่าทางด้านศิลปะ ประวัติศาสตร์ และวรรณกรรมมาก ภาพจิตรกรรม แบ่งเป็นสองส่วน คือ
ส่วนที่ 1 : ภาพจิตรกรรมเรื่องจันทคาธชาดก เขียนบนฝาผนัง 3 ด้าน คือ ผนังหุ้ม กลองด้านหน้าผนังด้านทิศเหนือและทิศใต้ เริ่มตั้งแต่ผนังด้านทิศเหนือ มุมสุดข้างพระประธาน ดำเนินเรื่องเรื่อยมาถึงผนังหุ้มกลองด้านหน้า และวกไปจนสุดผนังด้านทิศใต้ที่มุมสุดข้างพระประธาน จันทคาธชาดกนี้ นับเป็นวรรณกรรมที่สำคัญเรือ่งหนึ่ง ซึ่งจัดเป็นนิทานธรรมเก่าแก่อันดับที่ 11 ใน ปัญญาสชาดก ปัจฉิมภาค ชาวบ้านในภาคเหนือเรียกว่า "ค่าวธรรม" ซึ่งปรากฎในภาพเขียนที่วิหารวัดหนองบัวแห่งนี้ เพียงแห่งเดียวเท่านั้น
ส่วนที่ 2 : ภาพพุทธประวัติที่เบื้องหลัง พระประธานเป็นอดีตของพระพุทธเจ้า และตอนบนสุดของฝาผนังตรงข้ามพระประธาน เป็นตอนพระอินทร์เสด็จลงมาดีดพิณถวายพระพุทธเจ้า สายที่ 1 ตึงเกินไปสายจึงขาด สายที่ 2 หย่อนเกินไปทำให้ไม่เกิดเสียง ส่วนสายที่ 3 ขึงตึงพอดี ทำให้เกิดเสียงไพเราะ พระพุทธเจ้าทรงได้สติจึงยึดถือ เป็นแนวปฏิบัติบำเพ็ญธรรมจนบรรลุพระโพธิญาณ สมประสงค์ (ก่อนที่ผู้เขียนจะเขียนภาพบนฝาผนัง ได้ร่างรูปภาพลงในสมุดข่อยก่อนและสมุดข่อยเล่มนี้ยังเก็บรักษาไว้ที่วัดหนองบัว)

เรื่องราวเกี่ยวกับจิตรกรรมฝาผนังวัดหนองบัวนั้น ท่านพระครูมานิตบุญญการ(ครูบาปัญญา) ซึ่งเป็นชาวไทลื้อบ้านหนองบัว เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2437 มรณภาพ พ.ศ. 2524 พระคุณเจ้าท่านนี้เป็นผู้ที่รู้เรื่องราวประวัติความเป็นมาของหมู่บ้านหนองบัวนี้เป็นอย่างดียิ่ง โดยท่านได้เล่าให้คนรุ่นลูก รุ่นหลานฟังต่อๆ มากันมาว่า นายเทพ ซึ่งเป็นบิดาของท่าน ตอนนั้น นายเทพอายุได้ 24 ปี ตรงกับ พ.ศ.2410 เล่าให้ท่านพระครูฟังว่า นายเทพได้สึกจากพระภิกษุ เจ้ารับราชการเป็นทหารของพญาอนันตยศ เจ้าผู้ครองนครน่าน (ตรงกับรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมาได้สถาปนาเป็น เจ้าอนันตวรฤทธิเดช) ขณะนั้น นายเทพได้ติดตามกองทัพเมืองน่านไปรบกับเมืองพวน ซึ่งเป็นเมืองในปกครอง ของแคว้นหลวงพระบาง เมื่อยกกองทัพไปประชิดเมืองพวนแล้ว เจ้าเมืองพวนยอมอ่อนน้อมจึงเข้ายึดเมืองพวน หลังจากเสร็จศึกสงครามแล้ว จึงยกกองทัพกลับ นายเทพได้ขอเอาช่างเขียนลาวพวนมาคนหนึ่งชื่อว่า ทิดบัวผัน (ทิด ภาษา ทางภาคเหนือ เรียกว่า หนาน หมายถึง คนที่เคยบวชเป็นพระภิกษุมาแล้ว) และได้นำทิดบัวผันติดตามกองทัพเมืองน่านมา โดยให้มาเป็นช่างเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังในวิหารวัดหนองบัว การเขียนครั้งนั้นยังมีพระภิกษุวัดหนองบัวรูปหนึ่ง ชื่อ แสนพิจิตร พร้อมกับนายเทพเป็นผู้ช่วยเขียนจนแล้วเสร็จ ใช้เวลาเขียนนานเท่าใดไม่ปรากฎหลักฐาน จากนั้นจึงได้อนุญาตให้ทิดบัวผันเดินทางกลับเมืองพวน แคว้นหลวงพระบางตามเดิม

วัดหนองบัว จังหวัดน่าน
บ้านหนองบัว อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน
หมู่บ้านหนองบัว จังหวัดน่าน
ประวัติชาวไทลื้อ บ้านหนองบัว
บ้านหนองบัวเป็นชาวไทลื้อที่สืบเชื้อสายมาจากเมืองล้าแคว้น สิบสองปันนา มลฑล ยูนาน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีความเป็นมาโดยย่อดังนี้ จุลศักราช 1184 ( พ.ศ. 2365 ,ค.ศ. 1822,ร.ศ.41)แคว้นสิบสองปันนาเริ่มเกิดสงครามสู้รบแย่งชิงอำนาจกันระหว่างเจ้ามหาวังและเจ้าหม่อมน้อย ซึ่งเป็นอากับหลานทำให้แคว้นสิบสองปันนาได้แตกแยกเป็นสองฝ่าย เมืองทางฟากตะวันออกของแม่น้ำโขงประกอบด้วยเมืองล้า เมืองอูไต้ เมืองอูเหนือ เมืองเชียงของ เมืองบาง และเมืองลึง เป็นกำลังของฝ่ายเจ้าหม่อมน้อย เจ้าหม่อมน้อยหวั่นเกรงว่าจะพ่ายแพ้จึงขอรับการสนัยสนุนกำลังทหารจากพระเจ้าล้านช้างร่มขาวแห่งเมืองล้านช้าง พระเจ้าล้านช้างร่มขาวได้ส่งกำลังไปร่วมจำนวน 3,000 นาย และขอรับการสนับสนุนจากเมืองน่านอีกทางหนึ่ง ซึ่งไดรับการช่วยเหลือจากเมืองน่านเช่นกัน พระเจ้าอชิตวงศ์ขณะนั้นเป็นเจ้าราชบุตรและเจ้าราชายังเป็นเจ้าคำมน ทั้งสองท่านได้นำกำลังทหาร 70 นาย ไปตั้งหลักอยู่ที่ปากแงนในเมืองหลวงปูคา (สันนิษฐานว่าอยู่ในประเทศลาว)เพื่อเตรียมเข้าช่วยเหลือกองกำลังเจ้าหม่อมน้อย ขณะที่ตั้งหลักอยู่ที่ปากแงนนั้น เจ้าหม่อมน้อยได้มอบหมายให้พระยาอรินทร์และราชาไชยวงศ์ นำเงินจำนวนหนึ่งหมื่น ไปซื้อช้างจากพระเจ้าล้านช้างร่มขาว แต่เมื่อมาพบกับพระเจ้าราชบุตร และเจ้าคำมนเสียก่อน ท่านทั้งสองจึงอาสาป็นธุระจัดซื้อให้ท้าวโลกานำทูตของเจ้าหม่อมน้อยมาพบเจ้าฟ้าหลวงเมืองน่านเพื่อขอความเมตตาในการซื้อช้าง ซึ่งก็ได้รับการช่วยเหลือซื้อช้างได้ถึง 6 เชือก และเจ้าฟ้าหลวงเมืองน่าน ยังได้ส่งกำลังทหารไปช่วยรบอีก 70 คน
หมู่บ้านหนองบัว จังหวัดน่าน
เมื่อวันเพ็ญเดือนหก (บันทึกในสมุดข่อยไม่ได้ระบุว่าเป็นจุลศักราชใด) กองกำลัง ลื้อ ลาว ชาวน่าน ได้นัดกันบุกเข้าโจมตีกองกำลังฝ่ายเจ้ามหาวัง รบกันเพียงสองวัน เมืองล้าฝ่ายเจ้าหม่อมน้อยแตก ซึ่งตรงกับเดือนหกแรมสองค่ำ กองกำลัง ลื้อ ลาว ชาวน่านแตกกระจัดกระจายไปคนละทิศ ละทาง กองกำลังฝ่ายเจ้ามหาวังตามบดขยี้อย่างไม่ลดละ ไล่ติดตามมาถึงปากน้ำแรม เจ้าราชบุตรและเจ้าคำมนพลัดหลงกันที่นั่น เจ้าราชบุตรพาพวกครัว(เสบียง) ถอยร่นมาเรื่อยๆ ซึ่งกองกำลังฝ่ายเจ้ามหาวังได้เปรียบเชิงยุทธ เมื่อถึงภาวะคับขัน ฝ่ายเจ้าราชบุตรและพวกเมืองล้าจำเป็นต้องทิ้งช้างเสีย เหลือเพียงม้าตัวเดียว เจ้าราชบุตรและพวกครัวถอยร่นมาถึงบ่อหลวง เมื่อถึงบ่อหลวงแล้วให้นึกเสียดายช้าง จึงขอให้เจ้าเมืองล้าช่วยติดตามไปเอาช้างนาที่แผงจางคืนมา เจ้าเมืองล้าได้จัดกำลัง 200 นาย ให้ท้าวนันต๊ะ เสนาและหมื่นเทพ ยกกำลังไปติดตามเอาช้างมาจนได้มา 2 เชือก ณ ที่บ่อหลวงแห่งนี้ กำลังของเจ้ามหาวังตามมาประชิดเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรง 1 วัน กับ 1 คืน ฝ่ายเจ้ามหาวังหนีแตกเข้าป่าไป กำลังเจ้าราชบุตรและพวกเมืองล้า ได้ถอยร่นมาจนถึงท่าแสงและพักอาศัยอยู่ที่นั่น 5 วัน เจ้าคำมนซึ่งพลัดหลงกับเจ้าราชบุตรที่ปากน้ำแรมได้มาพบกันอีกครั้งหนึ่ง

กล่าวถึงวกเมืองล้าที่หนีตามเจ้าราชบุตรมาเมื่อถึงเมืองน่าน พวกเมืองล่าไม่มีที่ดินทำกิน จึงได้พากันเข้ากราบทูลพระเจ้าอชิตวงศ์ (เจ้าราชบุตร) จึงดำริให้พวกเมืองล้า ช่วยกันสร้างฝายกั้นน้ำขี้นมาแห่งหนึ่ง เรียกฝากแห่งนี้ว่า "ฝายขุมสิงห์" (ปัจจุบันอยู่ บริเวณบ้านดอนชัย ตำบลท่าวังผา จังหวัดน่าน) เพื่อใช้ในการเพาะปลูก พวกเมืองล้าได้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของเจ้าราชบุตรและเจ้าคำมน ที่ได้อุปถัมภ์ค้ำชูจนมีที่ทำกิน ด้วยเหตุนี้จึงขยันทำไร่นา ส่งผลผลิตไปถวายเจ้าราชบุตรและเจ้าคำมน อยู่เป็นเวลาช้านาน จนลุถึงสมัยพระเจ้ามหาวงศ์ ขึ้นเสวยราช

ต่อมาพระเจ้ามหาวงศ์ได้โปรดเกล้าฯ และรับสั่งเจ้าไชยวงศ์เมืองล้าว่าจะนำเจ้าไชยวงศ์เมืองล้า ตามไปเข้าเฝ้าพระเจ้าปราสาททอง(พระเจ้าแผ่นดิน) ที่กรุงเทพมหานคร เพื่อทรงทราบ ฝ่าละอองธุลีพระบาท ในการนี้ได้ไต่ถามขอความเห็นชอบจากพวกเมืองล้าด้วย ต่อมา เจ้ามหาวงศ์ จึงได้นำเจ้าไชยวงศ์เมืองล้า ติดตามไปกรุงเทพมหานคร หลังจากนั้นไม่นานจึงยกเมืองล้าเป็นพญาล้า ครองหัวเมืองให้เหมือนกับเมืองทั้งหลาย แล้วให้พวกเมืองล้าออกเงินกันรวบรวมได้ 2 พัน เอาถวายเจ้าคำมนหนึ่งพัน แต่เจ้าคำมนไม่รับอีกพันหนึ่ง ถวายแก่พญาวังขวา พญาวังขวารับเสร็จแล้ว พระเจ้ามหาวงศ์ได้อวยชัยให้พรแก่เจ้าเมืองล้าพร้อมด้วยไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน ให้มีความสุขสวัสดีสืบไป พร้อมกับคืนเงิน 1 พันให้แก่พวกเมืองล้า

หลังจากที่ได้ตั้งหลักแหล่งเป็นที่มั่นคงแล้ว พวกเมืองล้าซึ่งปัจจุบันคือ ชาวไทลื้อ บ้านหนองบัว ตำบลป่าคา อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ยังได้แผ่เครือญาติไปตั้งรกรากที่บ้านต้นฮ่าง ตำบลป่าคา, บ้านดอนมูล ตำบลศรีภูมิ อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน และบ้านแวนพัฒนา ตำบลเชียงบาน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
ชาวไทลื้อหมู่บ้านหนองบัว จังหวัดน่าน

ของฝากจากบ้านหนองบัว
• โด่งดังไกยี : สาหร่ายแม่น้ำน่าน
ไก เป็นอาหารพื้นบ้านของชาวไทลื้อมานานนับร้อยปี เพราะเป็นวัตถุดิบที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในแม่น้ำน่านที่ใสสะอาด สาหร่ายไก เป็นสาหร่ายขนาดใหญ่ขึ้นอยู่กับก้อนหินที่พื้นท้องน้ำมีลักษณะเป็นเส้นสายยาว สีเขียวสด อาจจะยาวถึง 1-2 เมตร เมื่อเจริญเต็มที่จะมองเห็นเป็นเส้นสายสีเขียวเต็มท้องน้ำ มักเจริญอยู่ในบริเวณที่เป็นหาดหิน และกรวดที่มีความลึกระหว่าง 30-50 เซนติเมตร คุณภาพน้ำอยู่ในระดับดีถึงปานกลาง น้ำใสและไหลเอื่อยๆ จึงพบในช่วงฤดูหนาวจนถึงฤดูร้อน ระหว่างเดือนพฤศจิกายน ถึง พฤษภาคมของทุกปี จะพบมากที่สุดบริเวณ อำเภอท่าวังผา

คนไทลื้อสมัยรุ่นปู่ย่าตายาย นำไกมาปรุงอาหาร คือ การทำห่อนึ่งไก(ห่อหมกไก) ไกยี (สาหร่ายเลิศรส) และคั่วไกเท่านั้น สืบทอดกันมาเรื่อยๆ ซึ่งไกนั้นถือเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ทำให้มีสุขภาพที่แข็งแรงและอายุยืน ต่อมากลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหนองบัว จึงเกิดความคิดที่จะนำมาแปรรูปเพื่อจำหน่ายหลายอย่าง เช่น ไกแผ่น(สาหร่ายแผ่นทรงเครื่อง) ข้าวตังหน้าไก น้ำพริกไก คุ้กกี้ไก ฯลฯ เป็นรายได้เสริมแก่ครอบครัวและอนุรักษ์อาหารพื้นเมืองให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย ประกอบกับไก เป็นสาหร่ายที่ให้สารอาหารที่เป็นประโยชน์แก่่ร่างกาย โดยมีปริมาณโปรตีนสูงใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์ นอกจากนั้นยังมีปริมาณเบต้าแคโรทีนสูงกว่าแครอทถึง 4 เท่า มีวิตาบินบี 1 และ บี2 มากกว่าผัก มีวิตามินบี 12 ซึ่งช่วยส่งเสริมความจำ และช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง มีธาตุเหล็ก และแคลเซียมช่วยบำรุงสมอง กระดูกและฟันให้แข็งแรง มีเส้นใยอาหารสูงจึงป้องกันการท้องผูก และยังเป็นอาหารที่ดีเยี่ยมสำหรับผู้บริโภค ตามความเชื่อของชาวบ้านเชื่อว่าการบริโภคสาหร่ายไกจะทำให้ผมดกดำ ไม่หงอกได้ง่ายและชะลอความแก่

• ของดีผ้าทอ : ผ้าทอลายน้ำไหล ผ้าทอไทยลื้อ
หากจะพูดถึงผ้าทอแล้ว นับว่าชาวไทลื้อเป็นแม่แบบของการทอผ้าได้ทีเดียว เพราะการทอผ้าเป็นวัฒนธรรมที่ควบคู่มากับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไทลื้อ ซึ่งได้สืบทอดวัฒนธรรมของพวกเขามาจากบรรพบุรุษ เมื่อครั้งยังอยู่ที่ดินแดนสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน หลังจากอพยพเข้ามาอยู่ในดินแดนล้านนาของไทยแล้ว ยังได้นำเอาวัฒนธรรมของพวกเขาติดตามมาด้วย

บ้านหนองบัว หมู่บ้านของชาวไทลื้อเชื้อสายเมืองล้าแห่งนี้ก็เช่นกัน มีการเีิริ่มทอผ้าเริ่มต้นมาไม่น้อยกว่า 150 ปีมาแล้ว คือ เริ่มตั้งแต่ตอนที่อพยพมาอยู่ใหม่ๆ เมื่อทอแล้วก็นำมาตัดเย็บเป็นเครื่องนุ่งห่มบ้าง ผ้าซิ่นบ้าง ผ้าปูที่นอนบ้าง หรือย่ามสะพายบ้าง ตามความจำเป็น โดยทอเป็นลวดลายต่างๆ อย่างวิจิตรงดงาม ตามแบบฉบับของชาวไทลื้อ หลักฐานแห่งอดีตเหล่านี้หาดูได้จากภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในวิหารวัดหนองบัว เครื่องแต่งตัวของละครนั้น ได้แสดงออกถึงศิลปะวัฒนธรรมของชาวไทลื้อโดยแท้ ตามธรรมเนียมประเพณีของชาวไทลื้อในอดีตนั้น ลูกผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป จะได้รับการถ่ายทอดวิธีการทอผ้าจาก รุ่นยาย รุ่นแม่ ให้ทอผ้าเป็นกันหมดทุกคน ผ้าทอบ้านหนองบัว ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ด้วยความริเิริ่มจาก ป้าจันทร์สม พรหมปัญญา ซึ่งได้ใช้เวลาว่างคิดรื้อฟื้นธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมอันดีของบรรพบุรุษ โดยการนำเอากี่ทอผ้าพื้นเมืองที่มีอยู่แล้ว ออกมาปัดฝุ่นริเริ่มทอผ้าปูที่นอนเป็นลายยกมุข (ผ้าเติ้ม) เพื่อใช้ในครอบครัว ในระยะต่อมาผ้าจะทอเป็นลวดลายต่างๆ อย่างสวยงาม เช่น ลายน้ำไหล ลายสายฝน ลายลื้อ ลายม่าน

ปัจจุบันป้าจันทร์สม พรหมปัญญา เป็นประธานกลุ่มสตรีทอผ้าบ้านหนองบัว มีการปรับปรุงกิจการทอผ้าและมีการกระจายกี่กระตุก และกี่พื้นเมืองไปตามครัวเรือนต่างๆ รวมกันเกือบร้อยหลังทีเดียว
Untitled Document
รู้จักน่านสักนิด...ก่อนมาเยือนน่าน..Let's go to Nan
• ข้อมูลท่องเที่ยว จังหวัดน่าน  เยี่ยมชม แสดงความคิดเห็น จังหวัดน่าน
• น่าน ข้อมูลทั่วไปจังหวัดน่าน เดินทางแอ่วน่าน • อุทยานแห่งชาติ ดอยภูคา
• น่าน ประวัติศาตร์จังหวัดน่าน ประวัติศาสตร์น่านอันยาวไกล • อุทยานแห่งชาติ นันทบุร
• ท่องเที่ยว อำเภอเมือง ภูเพียง • อุทยานแห่งชาติ ขุนน่าน
• ท่องเที่ยว ท่าวังผา : ปัว • อุทยานแห่งชาติ ถ้ำสะเกิน
• ท่องเที่ยว ทุ่งช้าง : เชียงกลาง : เฉลิมพระเีกียรติ • อุทยานแห่งชาติ ขุนสถาน
• ท่องเที่ยว สองแคว : บ้านหลวง : บ่อเกลือ • อุทยานแห่งชาติ ศรีน่าน ดอยเสมอดาว
• ท่องเที่ยว สันติสุข : แม่จริม • อุทยานแห่งชาติ แม่จริม ล่องแก่งน้ำว้า
• ท่องเที่ยว เวียงสา : นาน้อย : นาหมื่น • วนอุทยาน ผาตูบ
• ด่านชายแดนห้วยโก๋น อ.เฉลิมพระเกียรติ : ประตูสู่หลวงพระบาง • โปรแกรมทัวร์น่าน - หลวงพระบาง
• โรงแรม รีสอร์ท ที่พัก เกสต์เฮาส์ จังหวัดน่าน • แผนที่น่าน : แผนที่เมืองน่าน
• ร้านอาหาร ของกิน จังหวัดน่าน • กาแฟน่าน ร้านกาแฟน่าน
• ช้อปปิ้ง ของฝาก โอทอป จังหวัดน่าน • รถเช่าน่าน : รวมรถเช่าน่าน รถเก๋ง รถตู้ รถบัสให้เช่าน่าน
• เทศกาลและงานประเพณีน่าน • สปาน่าน นวดแผนไทยน่าน
Untitled Document
ทัวร์โปรโมชั่นพิเศษ....
ทัวร์น่านหลวงพระบาง ทัวร์หลวงพระบางทางน่าน
• LAO01 ทัวร์น่านหลวงพระบาง 3 วัน 2 คืน น่าน (ทางเรือ) น่าน ด่านห้วยโก๋น เส้นทางสายใหม่ ท่าเรือปากห้วยแคน ล่องแม่น้ำโขงหลวงพระบาง ถ้ำติ่ง วัดเชียงทอง น้ำตกตาดกวางสี พระราชวังหลวง หลวงพระบาง น่าน(ไปเรือกลับเรือ)

• วันที่ 8 - 10 ก.ค. 60 ท่านละ 6,900 บาท (เปิดจองแล้วค่ะ)
ทัวร์น่านหลวงพระบางทางรถ

• LAO02 ทัวร์น่านหลวงพระบาง 3 วัน 2 คืน (ทางรถ) น่าน ด่านชายแดนห้วยโก๋น ลาว เมืองเงิน หงสา ไชยะบุรี หลวงพระบาง วัดเชียงทอง น้ำตกตาดกวางสี พระราชวังหลวง หลวงพระบาง น่าน(ไปรถกลับรถ)

• กรุ้ปส่วนตัว เดินทางตั้งแต่ 5-6 ท่านขึ้นไป สามารถกำหนดวันเดินทางได้เองค่ะ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้นะคะ
• ราคาเริ่มต้นท่านละ 9,900 บาท (ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้เดินทาง สามารถเลือกเดินทางได้ทุกวันค่ะ)

• LAO03 ทัวร์น่านหลวงพระบาง วังเวียง เวียงจันทน์ 4 วัน 3 คืน น่าน ด่านห้วยโก๋น เมืองเงิน ปากห้วยแคน ล่องเรือแม่น้ำโขงสู่หลวงพระบาง ถ้ำติ่ง วัดเชียงทอง พระราชวังหลวง พระธาตุพูสี น้ำตกตาดกวางสี วังเวียง พระธาตุหลวงเวียงจันทน์ ประตูชัย เวียงจันทน์ หนองคาย

• สำหรับกรุ๊ปส่วนตัว 25 ท่านขึ้นไป
• ราคาเริ่มต้นท่านละ 16,500 บาท

ลานนาทัวร์ริ่ง : โทร. 086-345 3730, 087-579-3337, 054 - 765 222 แฟกซ์ 054-710195
สำนักงาน จ.น่าน : 202 หมู่ 1 บ้านท่าล้อ ตำบล ฝายแก้ว อำเภอภููเพียง จ.น่าน 55000

Your Travel We Care..