| สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญในเมืองดานัง
แม่น้ำหาน
(Han River)
ภายหลังที่แม่น้ำทูโบนในเมืองท่าเก่าอย่างฮอยอันเริ่มตื้นเขิน เนื่องจากแม่น้ำหลายสายเปลี่ยนเส้นทาง
เรือขนส่งสินค้าจากต่างแดนไม่สามารถเข้ามาเทียบท่าได้ เมืองดานังจึงถูกสร้างขึ้นมาเป็นเมืองท่าแทนที่ฮอยอัน
เพราะด้วยลักษณะภูมิประเทศของดานังที่มีแม่น้ำหานไหลผ่านใจกลางเมือง
สะดวกต่อการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ แต่แม่น้ำหานก็ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงสายน้ำเศรษฐกิจที่นำพาความเจริญมาสู่เวียดนามกลาง
ทว่าแม่น้ำสายนี้ยังมีความสวยงามของทัศนียภาพที่ผสมผสานระหว่างเมืองท่าที่คึกคักและธรรมชาติที่สวยงามของขุนเขาน้อยใหญ่ได้อย่างลงตัว
หากคุณมาเยือนเมืองท่าดานังก็ควรหาเวลามาเดินเล่นที่ถนนเลียบแม่น้ำหาน
เพราะตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง เดินทางมาสะดวก มีทางเลียบแม่น้ำที่ตกแต่งสวยงามด้วยสวนหย่อมสีเขียว
วิวทิวทัศน์ก็สวยงามน่าชมตั้งแต่ นอกจากนี้ยังมีเรือดินเนอร์ที่ให้บริการนักท่องเที่ยวอยู่บริเวณตรงข้ามกับพิพิธภัณฑ์ประติมากรรมจาม
โดยระหว่างล่องเรือคุณจะได้ลิ้มรสอาหารเวียดนามไปพร้อมกับชมความสวยงามของแสงสีในยามค่ำคืน
นับเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่น่าประทับใจ
โบสถ์คริสต์
(Danang Cathedral)
ที่ตั้ง : ตั้งอยู่ใจกลางเมืองดานัง
ติดกับถนนตรันฝู เยื้องกับโรงแรมแบมบูกรีน
จุดเริ่มต้นของศาสนาคริสต์ในประเทศเวียดนาม เริ่มจากมิชชันนารีตะวันตกพวกแรกได้เดินทางเข้ามาทางอ่าวตังเกี๋ยทางภาคเหนือของเวียดนามในปี
พ.ศ. 2076 และเผยแผ่เข้าสู่เวียดนามกลางอย่างถาวรเมื่อปี พ.ศ. 2158
โดยคณะมิชชันนารีโปรตุเกส โบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2466 สมัยตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส
จุดเด่นของโบสถ์ดานังแห่งนี้คือตึกสไตล์กอทิธสีชมพู ที่สร้างขึ้นให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศของดานัง
ภายนอกตกแต่งอย่างสวยงามด้วยลวดลายอันประณีต ถัดเข้าด้านในเป็นห้องโถงอันกว้างขวาง
ตกแต่งด้วยกระจกสีสันสวยงาม ชาวเมืองจะเดินทางมาที่โบสถ์แห่งนี้ในตอนเช้าและตอนเย็นของทุกวัน
โดยเฉพาะวันอาทิตย์จะคลาคล่ำไปด้วยจักรยานยนตร์ของชาวเมืองที่เดินทางมาเข้าโบสถ์
นับเป็นศูนย์รวมของชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกที่เหนียวแน่นอีกแห่งหนึ่งของเวียดนาม
วัดกวางมินห์ (Quang Minh Temple)
ภายในตัวเมืองดานังมีวัดทางพระพุทธศาสนาที่น่าสนใจอยู่ทั้งหมด 3 แห่ง
ตั้งแต่วัด Phap Lam ที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2479 มีจุดเด่นอยู่ที่พระพุทธรูปปูนปั้นพระสังคจายองค์ใหญ่ที่ตั้งยู่ภายในวัด
ถัดลงมาทางใต้ตรงข้ามกับถนน Phan Chu Trinh เป็นที่ตั้งของวัด Pho
Da สร้างขึ้นในปี พ. ศ. 2466 นับเป็นวัดเก่าแก่ในดานังที่มีสถาปัตยกรรมที่น่าเยี่ยมชม
ภายในมีโรงเรียนสอนศาสนาสำหรับผู้ที่สนใจ ส่วนวัดกวางมินห์
เพราะเป็นที่ตั้งของพระพุทธรูปปูนปั้นสีขาวที่สูงราว 36 เมตร นับเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเขตเวียดนามกลาง
ชาวดานังและนักท่องเที่ยวที่มาเยือนก็นิยมมาสักการะบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล
บรรยากาศภายในวัดค่อนข้างเงียบสงบ ร่มรื่นไปด้วยร่มเงาของต้นไม้น้อยใหญ่ วัดกาวได๋ (Cao Dai Temple)
เมื่อคุณมาเยือนวัดกาวได๋ สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือ ความแตกต่างจากวัดทั่วไปในศาสนาพุทธ
ด้วยสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานกันระหว่างความศรัทธากับวัฒนธรรมอันหลากหลาย
เห็นได้จากการตกแต่งผนังโบสถ์ด้วยรูปปูนปั้นของพระเยซู ขงจื้อ พระพุทธเจ้า
พระพรหม พระศิวะ และพระวิษณุ ถัดเข้ามาภายในคุณจะพบกับสัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุดของลัทธินี้
คือ ลูกกลมที่ทำจากกระดาษระบายสีเป็นรูปดวงตาที่มีรัศมีของดวงอาทิตย์ล้อมรอบ
วางอยู่ตรงกลางแท่นบูชา รอบๆ มีพระพุทธรูป ขงจื๊อ เล่าจื๊อ นักบุญ
และเทพเจ้าทั้งหลายประดิษฐานอยู่ ตามหลักการของลัทธินี้ที่พยายามนำเอาความศรัทธาทั้งหมดที่มีอยู่ในเวียดนามมาอยู่ภายใต้ผู้สร้างสูงสุดเพียงหนึ่งเดียว
คือ กาวได๋ โดยเริ่มจาก 3 ศาสนาหลักก่อน คือ พุทธ เต๋า ขงจื๊อ แต่ต่อขยายไปถึงศาสนาคริสต์
อิสลาม และลัทธิตามความเชื่ออื่นๆ อนุสาวรีย์ผู้เสียสละ (War Meorial)
แม้ว่าเมืองเว้จะไม่ใช่สมรภูมิรบอันดุเดือดถ้าเทียบกับเมืองด่งฮา จังหวัดกวางตรี
ซึ่งอยู่ในเขตปลอดทหาร DMZ แต่เมืองท่าริมแม่น้ำหานแห่งนี้ก็ยังมีสิ่งหลงเหลือจากสมัยสงครามให้ได้เยี่ยมชม
ตั้งแต่อนุสาวรีย์ผู้เสียสละ ที่คุณสามารถพบเห็นได้ในทุกใจกลางเมืองของประเทศเวียดนาม
ลักษณะเป็นแท่งหินสูง ด้านหน้าเป็นแท่นบูชาใช้สำหรับรำลึกถึงวีรบุรุษผู้กล้าหาญ
บริเวณรอบๆ รายล้อมด้วยสวนหย่อมที่ตกแต่งไว้อย่างสวยงาม ถัดออกมาทางเหนือของเมืองตามชายฝั่งทะเล
มีฐานทัพอากาศเก่าๆ อยู่แห่งหนึ่ง ปัจจุบันใช้เป็นที่ฝึกอบรมของกองทัพเวียดนาม
และสถานกงสุลเก่าของอเมริกาที่ตั้งอยู่บนถนนแบ็กดัง เลียบขนานไปกับแม่น้ำหาน
หัตถกรรมผ้าปัก (XQ Danang Silk Hand Embroidery)
หัตถกรรมผ้าปัก : ร้านผ้าไหมปัก XQ ย่านใจกลางเมือง ภายในร้านแบ่งออกเป็น
3 ชั้น จัดวางงานอย่างสวยงามลงตัวตามห้องต่างๆ เริ่มจากชั้นที่ 1 ที่จัดแสดงงานผ้าไหมปักเป็นภาพที่เล่าเรื่องราวถึงวิถีชีวิตของชาวเวียดนามสมัยครั้งที่ยังพึ่งพิงธรรมชาติ
จนเข้าสู่ยุคของการสูญเสียจากสงครามอินโดจีน ถัดมาที่ชั้น 2 จัดเป็นห้องรับแขกที่พร้อมต้อนรับคุณด้วยน้ำชารสดี
ให้คุณได้นั่งลิ้มรสชาไปพร้อมกับชมความสวยงามของผลงานผ้าปักที่จัดแสดง
นอกจากนี้ยังมีห้องที่จัดแสดงชุดประจำชาติอ่าวหญ่ายของ 3 เมืองหลวงที่หาดูได้ยาก
ตั้งแต่เมืองดานัง เว้ และไซ่ง่อนหรือโฮจิมินห์ซิตี้ในปัจจุบัน ส่วนขั้นตอนในการทำผ้าไหมปักนั้นจะอยู่บริเวณชั้น
3 ซึ่งต้องขออนุญาตจากพนักงานก่อนขึ้นไปชม ก่อนกลับจะเลือกซื้อเป็นของฝากติดไม้ติดมือก็ได้
แต่ผลงานแต่ละชิ้นราคาค่อนข้างแพง สมกับเป็นผลงานศิลปะชิ้นยอดของชาวเวียดนามที่หาชาติใดเสมอเหมือน |